การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกยังคงเป็นประเด็นสำคัญในปี 2025 โดยเฉพาะในสองประเทศหลักอย่าง ประเทศไทยและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก หากพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นของทั้งสองประเทศในปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าใกล้เคียงหรือแม้กระทั่งสูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19
.
🇯🇵 ญี่ปุ่น: ฟื้นตัวเร็ว แต่เผชิญความท้าทายจาก Overtourism
ในปี 2024 ญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 36 ล้านคน ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์ Overtourism อุตสาหกรรมโรงแรมจึงกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตนี้ จากการประเมินของ Teikoku Databank มูลค่าตลาดโรงแรมของญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2024 อยู่ที่ 5.5 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท สูงกว่าระดับก่อนช่วงโควิดอย่างชัดเจน โดยมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 15,537 เยนต่อคืน หรือประมาณ 3,600 บาท
.
โรงแรมระดับ Luxury ยังคงได้รับความนิยมสูง โดยมีแนวโน้มการพัฒนาโรงแรมในท้องถิ่นห่างจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เพื่อให้ความรู้สึกสงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น พื้นที่ใช้สอยภายในห้องพัก โดยเฉพาะห้องน้ำ ได้รับการขยายเพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่
.
นอกจากนี้ บ้านพัก (Vacation Homes) หรือที่อยู่อาศัยว่างในท้องถิ่นก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวหรือนักท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะที่มองหาความเป็นส่วนตัว ทำให้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
โรงแรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่

การสร้างแบรนด์ที่มีความเป็นสากลควบคู่กับอัตลักษณ์ประจำชาติ
นอกจากนี้ การลงทุนจากทั้งสองประเทศยังเน้นไปที่ การพัฒนาโรงแรมในระดับกลางถึงพรีเมียม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุดหลังโควิด ทั้งนี้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว กลุ่มนักเดินทางเชิงประสบการณ์ และนักลงทุนระยะยาวที่สนใจตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยว

แบรนด์ญี่ปุ่น: Hoshino Resorts, APA Hotel, Dormy Inn

แบรนด์สากล: Hilton, Hyatt, Marriott

โรงแรมที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบ Auto Check-in และ Robot Concierge
.
ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการท่องเที่ยว แม้ว่าจะช่วยให้รายได้จากต่างชาติเติบโต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่นในประเทศ เช่น ค่าที่พักที่สูงเกินกำลังซื้อ และการขาดแคลนแรงงานในภาคบริการ ดังนั้นโรงแรมแคปซูลจึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในฐานะตัวเลือกที่คุ้มค่าและยืดหยุ่น
.
🇹🇭 ไทย: ปริมาณนักท่องเที่ยวใกล้เคียงก่อนโควิด การเติบโตเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ประเทศไทยในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามากกว่า 35 ล้านคน ซึ่งถือว่ามากกว่าช่วงก่อนโควิด จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งจากชาวต่างชาติและภายในประเทศรวมสูงถึง 2.62 ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจโรงแรมเพียงกลุ่มเดียวมีมูลค่า 9.6 แสนล้านบาท

อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate): 72.6% เพิ่มขึ้นทั่วทุกภูมิภาค

ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืน: 1,920 บาท

ภาคใต้ (เช่น ภูเก็ต สมุย): ราคาเฉลี่ยต่อคืนสูงถึง 2,486 บาท

นักท่องเที่ยวที่เข้าพักมีแนวโน้มอยู่ยาวขึ้น โดยเฉลี่ยมากกว่า 16 วัน
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังโควิดมีแนวโน้มเลือกที่พักที่คุณภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับ 4–5 ดาว ซึ่งเติบโตอย่างชัดเจนกลุ่มโรงแรมที่โดดเด่น ได้แก่ Centara, Dusit, Marriott, Minor Group (Anantara, Avani) รวมมั้งโรงแรมเชิงสุขภาพและธรรมชาติประเภท Boutique & Wellness Hotels อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญกับความท้าทายเรื่อง คุณภาพของนักท่องเที่ยว รายจ่ายต่อทริปลดลง และการบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวให้สมดุลกับความสามารถในการรองรับของท้องถิ่น
.
🔍 แนวโน้มร่วมของธุรกิจโรงแรมในไทยและญี่ปุ่น
ในช่วงปี 2024–2025 ธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างมุ่งเน้นไปที่ การขยายแบรนด์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการตอบรับกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการปรับตัวตามพฤติกรรมของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น

โรงแรมสัญชาติไทยอย่าง Dusit International, Centara Hotels & Resorts และ HOP INN ได้ขยายเครือข่ายโรงแรมในประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น เกียวโต โอซาก้า และนิเซโกะ ซึ่งช่วยตอกย้ำบทบาทของธุรกิจไทยในตลาดโรงแรมระดับสากล

ในขณะเดียวกัน เครือโรงแรมสัญชาติญี่ปุ่น เช่น Okura Nikko Hotels, Sotetsu Grand Fresa และ Nishitetsu Hotel ก็ขยายกิจการมายังประเทศไทย โดยเน้นเจาะตลาดเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ และชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก
.
แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นถึง ความเคลื่อนไหวของธุรกิจโรงแรมที่ข้ามพรมแดน โดยมุ่งเน้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ และการสร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น

การออกแบบโรงแรมที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและวัฒนธรรมท้องถิ่น

การใช้เทคโนโลยีในกระบวนการเช็กอิน หรือบริการผู้เข้าพัก


0 Shares:
You May Also Like