
รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งอนุมัติแผนพลังงานแห่งชาติฉบับใหม่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยี AI อย่างก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังสร้างคำถามสำคัญเกี่ยวกับทิศทางด้านพลังงานของญี่ปุ่นและการพัฒนาเทคโนโลยี AI ทั่วโลก
ความต้องการพลังงานสำหรับ AI มีตัวเลขที่น่าตกใจ นักวิจัยจาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 การใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 160 เท่า และสัดส่วนการใช้พลังงานโดยศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มจาก 1-2% เป็น 3-4% ของการใช้พลังงานทั่วโลก ในขณะที่การค้นหาหนึ่งครั้งด้วย ChatGPT ใช้พลังงานมากกว่าการค้นหาด้วย Google ถึง 10 เท่า
ก่อนยุค AI ความต้องการพลังงานในญี่ปุ่นคาดว่าจะลดลงตามจำนวนประชากรที่ลดลง แต่ด้วยการเติบโตของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Google และ Oracle การบริโภคพลังงานของญี่ปุ่นในปี 2040 คาดว่าจะสูงถึง 1.1 ล้านล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 1.2 เท่าจากระดับปัจจุบัน
แผนใหม่กำหนดให้พลังงานนิวเคลียร์มีสัดส่วนประมาณ 20% ของพลังงานทั้งหมดภายในปี 2040 (เพิ่มจาก 8% ในปี 2023) และได้ตัดข้อความที่ระบุถึงการ “ลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ให้มากที่สุด” ซึ่งเคยปรากฏในแผนพลังงานฉบับก่อนหน้านี้ออกไป
นักวิเคราะห์หลายคนตั้งคำถามว่า แทนที่จะลงทุนหลายล้านล้านเยนในการฟื้นฟูเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทำไมไม่ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดการใช้พลังงานของ AI และศูนย์ข้อมูล เช่น ระบบระบายความร้อนที่ดีขึ้นหรืออัลกอริธึมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น DeepSeek โมเดล AI จากจีนที่เปิดตัวในต้นปี 2025 แสดงให้เห็นว่า AI อาจไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเสมอไป
หลังภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2011 ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพลังงานนิวเคลียร์ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น: หากเทคโนโลยีต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานที่สังคมไม่ยอมรับ เราควรทบทวนคุณค่าของเทคโนโลยีนั้นหรือไม่?
References :