ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นกำลังหาแนวทางนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการต่างๆ มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ โดยแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของประเทศ (NRA) ซึ่งเสนอแนะให้ใช้ AI ในการตรวจสอบ เช่น การตรวจจับการกัดกร่อนในระยะเริ่มต้นภายในอาคารคลุมเครื่องปฏิกรณ์

ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นกำลังน่ากังวลมากขึ้น ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการฯ ของญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2022 มีนักศึกษาลงทะเบียนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ในระดับมหาวิทยาลัยและบัณฑิตวิทยาลัยเพียง 185 คน ซึ่งลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2010 หนึ่งปีก่อนเกิดเหตุภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ ทำให้การสรรหาบุคลากรใหม่เข้าสู่ระบบเป็นเรื่องยาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทพลังงานหลายแห่งได้เริ่มนำร่องใช้ AI ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว ตัวอย่างเช่น บริษัท Chugoku Electric Power ได้ทดลองใช้ระบบ giám sát AI ที่พัฒนาร่วมกับ NEC ณ เตาปฏิกรณ์ชิมาเนะหมายเลข 2 โดยระบบสามารถแจ้งเตือนความผิดปกติจากการทำงานได้รวดเร็ว ในการจำลองเหตุการณ์น้ำรั่วเมื่อปี 2006 ระบบ AI ตรวจพบแรงดันตกเร็วกว่ามนุษย์ถึง 7 ชั่วโมง ขณะที่บริษัท Chubu Electric Power ใช้ AI วิเคราะห์ภาพเพื่อตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันรังสีอย่างถูกต้องครบถ้วนก่อนเข้าพื้นที่ควบคุมรังสี ส่วนบริษัท Kansai Electric Power นำ AI มาช่วยวิเคราะห์ผลสำรวจภายในที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ทำให้ลดระยะเวลาทำงานลงได้ครึ่งหนึ่ง

แม้ AI จะมีประโยชน์หลายด้าน แต่หน่วยงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ยังคงเน้นย้ำว่า การตัดสินใจที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของโรงไฟฟ้ายังคงต้องเป็นความรับผิดชอบของมนุษย์ นายชินสุเกะ ยามานากะ ประธาน NRA กล่าวว่า การนำ AI มาใช้ในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า “ยังเป็นเรื่องยากที่จะนำมาใช้ได้ในทันที” และต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงขอบเขตการใช้งานที่เหมาะสมต่อไป


References :

Nikkei Asia

0 Shares:
You May Also Like