เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา งานสัมมนา “เจาะลึกโอกาสทางธุรกิจยานยนต์ญี่ปุ่น กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของผู้ประกอบการไทย” ได้จัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน TAPA 2025 – Thailand International Auto Parts & Accessories Show โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ งานสัมมนาได้รับเกียรติจาก คุณพัฒนศักดิ์ แสนสมรส อุปนายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon) ฝ่ายพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพของสมาชิกขึ้นกล่าวเปิดงาน โดยได้หยิบยกประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในระดับโลก นั่นคือการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการค้าและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าส่งออกของไทยที่ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าสูงถึง 37% ทำให้ผู้ประกอบการชาวไทยต้องจับตาการเจรจาจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในนามของสมาคมฯ ยังยืนยันถึงเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้

ในงานสัมมนา มีการนำเสนอภาพรวมสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากคุณ Shinya Tsukada – Director of Aichi Office, JETRO Bangkok ซึ่งได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของอุตสาหกรรมยานยนต์จากค่ายญี่ปุ่นที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมายาวนาน และชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เมื่อกระแสของยานยนต์จากค่ายจีน โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดไทย หากดูจากตัวเลขการจดทะเบียนรถในปี 2022 พบว่ารถจากค่ายญี่ปุ่นยังคงครองส่วนแบ่งสูงถึง 85% แต่ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 76% ในปี 2023 และ 2024 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเข้ามาของรถ BEV จากจีนและยุโรป ที่สามารถจำหน่ายในราคาถูกด้วยแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐไทย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตยานยนต์จากญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีหลายค่ายที่เริ่มปรับตัว อาทิ

  • Suzuki ที่ประกาศยุติการผลิตในไทย
  • Nissan ที่เตรียมลดกำลังการผลิตและลดพนักงานมากกว่า 1,000 คนในปี 2025
  • Honda ที่ประกาศปิดโรงงานประกอบที่อยุธยาในปี 2024 และย้ายฐานการผลิตไปยังโรงงานที่ปราจีนบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ตัวเลขการจดทะเบียนรถ BEV ในไทยในช่วงปี 2023–2024 ยังไม่เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมีจำนวนไม่เกิน 80,000 คัน ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ประสิทธิภาพของรถ บริการหลังการขาย ความพร้อมของศูนย์บริการ และสถานีชาร์จแบตเตอรี่ที่ยังไม่เพียงพอ สิ่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้รถยนต์ Hybrid (HEV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขการจดทะเบียนรถ HEV ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถ BEV ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน ซึ่งทำให้ค่ายยานยนต์ญี่ปุ่นยังคงมั่นใจในเทคโนโลยี HEV ว่าเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยในปัจจุบันได้ดีกว่า

ความเชื่อมั่นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่องของค่ายรถญี่ปุ่นในไทย เช่น

  • Mazda ที่ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 5,000 ล้านบาทเพื่อผลิตรถ HEV และ BEV รวม 4 รุ่น โดยตั้งเป้าการผลิต 100,000 คันต่อปี
  • Toyota ยังคงมุ่งพัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือก เช่น ไฮโดรเจน
  • Nissan เตรียมยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สำหรับโรงงานผลิตรถ HEV ที่จะเปิดภายในปี 2027
  • Mitsubishi Motors ได้เริ่มผลิตรถ HEV ในไทย ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตแห่งแรกในอาเซียน ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นในประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญและฐานการผลิตหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในภูมิภาค

นอกจากนี้ ไทยยังมีความได้เปรียบจากการมีผู้ผลิตชิ้นส่วนท้องถิ่น (Local Supplier) จำนวนมากที่สุดในอาเซียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เข้มแข็งและการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มีมาอย่างยาวนาน

ภายในงาน ดร.จักรกฤษณ์ พุ่มไพศาลชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอเซีย อัลลิแอนซ์ พาร์ทเนอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการบัญชีและธุรกิจระหว่างญี่ปุ่น-ไทย และประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวคิดการทำธุรกิจในระดับภูมิภาค (Regionalization) เนื่องจากคู่ค้าสำคัญของทั้งญี่ปุ่นและไทยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระหว่างประเทศ เช่น จากฝั่งสหรัฐอเมริกา ทำให้รูปแบบธุรกิจที่มุ่งเน้นในระดับภูมิภาคอาจมีความมั่นคงและยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงมากกว่าในระยะยาว

ท้ายที่สุด ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจังในภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี ความต้องการของผู้บริโภค หรือแรงกดดันจากนโยบายระหว่างประเทศ แม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจะเผชิญกับภาวะชะลอตัว แต่อุตสาหกรรมนี้ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น ๆ และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มีศักยภาพของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง


0 Shares:
You May Also Like